ผลกระทบของการตกตะกอนแคลเซียมคาร์บอเนต (MICP) ต่อคุณสมบัติของอิฐและปูนประวัติศาสตร์ในโบราณสถาน

  • ชิษณุพงศ์ ทองหนู ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
  • พรเกษม จงประดิษฐ์
  • ชนา พุทธนานนท์
  • ดนัย เผ่าหฤหรรษ์
  • ปิยะฉัตร ฉัตรตันใจ
คำสำคัญ: อิฐโบราณ, มอร์ตา, การตกตะกอนแคลเซียมคาร์บอเนต (MICP), Lysinibacillus, SEM (Scanning Electron Microscope)

บทคัดย่อ

โบราณสถานทั้งหมดล้วนตั้งอยู่ในที่โล่งแจ้งโดยไม่มีการปกป้องทำให้ต้องเผชิญกับการเสื่อมสภาพส่งผลต่อคุณสมบัติของวัสดุ และความเสถียรของโครงสร้าง ซึ่งอาจนำไปสู่การพังทลายของโครงสร้างได้ในที่สุด งานวิจัยนี้ศึกษาการปรับปรุงคุณสมบัติของวัสดุของโบราณสถานที่ประกอบด้วยอิฐและมอร์ตาร์โดยการใช้แบคทีเรียที่มีความสามารถในการผลิตแคลเซียมคาร์บอเนตจากการย่อยสลายยูเรีย หรือที่เรียกว่าวิธีการตกตะกอนแคลเซียมคาร์บอเนต (MICP) ทำให้เกิดการเชื่อมประสานในรอยแตกหรืออุดรูพรุนที่ผิวขององค์ประกอบของโครงสร้าง ที่จะทำให้วัสดุโบราณมีคุณสมบัติทางวิศวกรรมดีขึ้น วิธีปรับปรุงคุณสมบัตินี้สอดคล้องกับข้อกำหนดของกรมศิลปากรที่ไม่อนุญาติให้มีแรงสั่นสะเทือนที่รอบบริเวณพื้นที่ของโบราณสถาน งานวิจัยนี้ใช้วัสดุอิฐทดแทนที่มาจากโรงงานในอยุธยาและมอร์ตาร์จากคำแนะนำของกรมศิลปากร ในส่วนของเชื้อแบคทีเรียจะใช้ Lysinibacillus ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่มีศักยภาพสูงในการผลิตแคลเซียมตาร์บอเนตจากการย่อยสลายยูเรีย วิธีการปรับปรุงวัสดุทดแทนของโครงสร้างโบราณทั้งอิฐและมอร์ตาร์ให้มีคุณสมบัติที่ดีขึ้นโดยการขังแบคทีเรีย Lysinibacillus ในห้องปฎิบัติการเป็นเวลา 14, 21, 28 วัน จากการวิเคราะห์โดย SEM (Scanning Electron Microscope) พบว่ารอยแตกและรูพรุนที่ผิวของวัสดุทดแทนของโครงสร้างโบราณมีการเติมเต็มผลการทดสอบคุณสมบัติทางวิศวกรรมระบุว่าค่ากำลังอัดเพิ่มขึ้นอีกด้วย

เผยแพร่แล้ว
2022-09-20
How to Cite
[1]
ทองหนูช., จงประดิษฐ์พ., พุทธนานนท์ช., เผ่าหฤหรรษ์ด., และ ฉัตรตันใจป., “ผลกระทบของการตกตะกอนแคลเซียมคาร์บอเนต (MICP) ต่อคุณสมบัติของอิฐและปูนประวัติศาสตร์ในโบราณสถาน”, ncce27, ปี 27, ฉบับที่ 1, น. GTE31-1, ก.ย. 2022.